วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ประวัติ 
 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นับเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับประชาชนแห่งแรกของประเทศไทยซึ่งตั้งขี้น
เมื่อ พ.ศ. 2402 แต่เดิมเป็น "พระราชวังบวรสถานมงคล" หรือวังหน้าซึ่งประกอบด้วยพระที่นั่งและพระตำหนักอันนับเป็นสถาปัตยกรรมไทยที่งดงามอีกแห่งหนึ่ง

       ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ขึ้นที่ พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ซึ่งเป็นเครื่องราชบรรณาการต่างๆ นับว่าเป็นบ่อเกิดของพิพิธภัณฑ์ในสมัยต่อมา 


        ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง "มิวเซียม" ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรก เนื่องในวโรกาสเแลิมพระชนมายุครบ 21 พรรษา เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 ครั้งต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2430 กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ทิวงคต จึงได้มีประกาศยกเลิกตำแหน่งพระอุปราชแล้ว  ทำให้สถานที่ในพระราชวังบวรสถานมงคลว่างลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึง โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑสถานจากหอคองคอเดีย ไปตั้งจัดแสดงที่พระราชวังบวรสถานมงคลเฉพาะด้านหน้า 3 องค์ โดยใช้พระที่ นั่งด้านหน้าคือ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เรียกว่า "พิพิธภัณฑ์วังหน้า"
       
   ต่อมาในปี พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระ ราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครขึ้น และได้จัด พระที่นั่งศิวโมกขพิมานให้เป็นสถานที่จัดแสดง ศิลาจารึก คัมภีร์ใบลาน สมุดไทย ตำราโบราณ เรียกว่าหอสมุดวชิรญาณ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2469 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ต่อมาประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลได้จัดตั้งกรมศิลปากรขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2476 พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร จึงได้เข้าสังกัดกับกรมศิลปากร และได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อ พ.ศ. 2477


พระพุทธสิหิงค์ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 20
สำริดกะไหล่ทอง สูง 166 เซนติเมตร
ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
          พระพุทธรูปปางสมาธิ พระพักตร์ค่อนข้างกลม มีลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะสุโขทัยและลังกา เป็นพุทธรูปสำคัญซึ่งเคยประดิษฐานอยู่ที่ราชธานีเดิม ทั้งกรุงศรีอยุธยาและเมืองเชียงใหม่ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท อัญเชิญจากเชียงใหม่มาประดิษฐานยังพระราชวังบวรสถานมงคล ในราว พ.ศ. 2330 พระพุทธสิหิงห์เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อำนวยสวัสดิ์แก่บ้านเมือง จึงอัญเชิญออกสรงน้ำพิธีสงกรานต์ที่ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ เป็นประจำทุกปี

พระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 20
สำริด สูง 102 เซนติเมตร
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน
จัดแสดงที่ห้องศิลปะสุโขทัย อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
           พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระรัศมีรูปเปลว ขมวดเกศาเป็นรูปก้นหอยสมส่วน พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่งปลายงุ้มเล็กน้อย พระโอษฐ์บาง อมยิ้ม พระอังสาใหญ่ ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิยาวจรดพระนาภีปลายเป็นลายเขี้ยวตะขาย ประทับขัดสมาธิราบบนฐานเขียง มีรูปนอกอ่อนหวาน ตามลักษณะศิลปะสุโขทัยหมวดใหญ่ ที่ฐานมีจารึกว่า ทิดไสหงและนางแก้วเป็นผู้สร้าง


พระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะล้านนา สูงพร้อมฐาน 70.5 เซนติเมตร
หน้าตักกว้าง 43 เซนติเมตร
ของหลวงพระราชทาน
จัดแสดงที่ห้องศิลปะล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
           พระพุทธรูป พระรัศมีเป็นรูปลูกแก้ว ขมวดพระเกศาใหญ่ พระพักตร์กลม พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่งแต่สั้น พระโอษฐ์อิ่ม อมยิ้มเล็กน้อย พระหนุเป็นปม พระองค์อวบอ้วน พระอุระนูน ครองจีวรสไบเฉียง เปิดพระอังสาขวา มีชายจีวรหรือสังฆาฏิสั้นอยู่เหนือพระถัน ทำปางมารวิชัย ประทับขัดสมาธิเพชรแลเป็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง ฐานบัวคว่ำหงายมีเกสรบัวประกอบ จัดเป็นพระพุทธรูปล้านนาหรือพระพุทธรูปเชียงแสนสมัยต้น

พระอวโลกิเตศวร
ศิลปะศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 14)
สำริด สูง 63 เซนติเมตร
ย้ายมาจากวัดเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จัดแสดงที่ห้องศิลปะศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท
           พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ขนาดเท่าบุคคลจริง พบเฉพาะส่วนบนของประติมากรรม ลักษณะพระองค์อวบอ้วน ประทับเอียงตน ก้มพระพักตร์ทอดพระเนตรลงเบื้องต่ำอย่างงดงาม องค์ประกอบประติมากรรมลวดลายเครื่องประดับคล้ายคลึงกับประติมากรรมต่างๆจากชวาภาคกลาง เป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมที่สุดชิ้นหนึ่งของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร


พระคเณศ
ศิลปะชวาตะวันออก พุทธศตวรรษที่ 15-16
ศิลา สูง 172 เซนติเมตร
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มาจากจัณฑิ สิงหส่าหรี ประเทศอินโดนีเซีย
จัดแสดงที่ห้องศิลปะชวา อาคารมหาสุรสิงหนาท
           พระคเณศจำหลักศิลานูนสูง ประทับนั่งบนบัลลังก์กระโหลกมนุษย์ มี 4 กร หัตถ์ขวาบนถือขวาน หัตถ์ซ้ายบนถือพวงลูกประคำ หัตถ์ขวาและหัตถ์ซ้ายล่างถือถ้วยขนม ทรงเครื่องประดับตกแต่งมาก คือ ศิราภรณ์กุณฑลรูปกระโหลก พาหุรัด เข็มขัด รัดองค์ ทองพระกร ทองพระบาท ทรงภูษาลวดลายกระโหลกมนุษย์ และสวมสายยัชโญปวีตรูปงู ผู้สำเร็จราชการฮอลันดาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จประพาสชวา พ.ศ. 2439
ตู้ลายรดน้ำ
ศิลปะอยุธยาตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ 23
เป็นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาแต่เดิม
จัดแสดงที่ห้องศิลปะอยุธยา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
           ตู้ใส่หนังสือลายทองรดน้ำ ทำเป็นลวดลายสัตว์หิมพานต์อยู่ท่ามกลางลายกนกเปลวที่พลิ้วเบือ้งบนเป็นพฤกษาประกอบด้วยรูปสัตว์ต่างๆ ที่แสดงความเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา แสดงออกถึงลวดลายที่ละเอียดอ่อนมีจังหวะอย่างงดงาม ถือเป็นงานศิลปกรรมที่เยี่ยมยอดในงานด้านลายทองรดน้ำ เรียกกันว่า "ฝีมือครูวัดเชิงหวาย"

ตะเกียงโรมัน ศิลปะโรมัน
สำริด สูง 27 เซนติเมตร
พบที่ตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี
จัดแสดงที่ห้องศิลปะเอเชีย อาคารมหาสุรสิงหนาท
           ตะเกียง ฝาเปิดหล่อเป็นรูปพระพักตร์เทพเจ้าซิเลนัส (Silenus) ของโรมัน ด้ามหล่อเป็นลายใบปาล์มและปลาโลมา 2 ตัว หันหน้าเข้าชนกัน ตะเกียงนี้อาจหล่อขึ้นที่เมืองอเลกซานเดรีย ประเทศอียิปต์ เมื่ออยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน ราวก่อนพุทธศตวรรษที่ 6 หรืออาจหล่อขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 9-10 และคงเป็นของที่พ่อค้าชาวอินเดียได้นำเข้ามาในประเทศไทย ตำบลที่พบคงตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าขายที่พ่อค้าชาวอินเดียเคยเดินทางผ่านไปมา

ศิลาจารึกหลักที่ 1จารึกด้วยอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย พ.ศ. 1835
ศิลา สูง 111 เซนติเมตร
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๆด้จากเมืองเก่าสุโขทัย
จัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์ชาติไทย พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
           ศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือเรียกว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง นับเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นบันทึกเรื่องราวพระราชประวัติและรพระราชกรณียกิจของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 1826 นอกจากนี้ยังบันทึกถึงภูมิสถานบ้านเมือง การเมือง การปกครอง และวิถีชีวิตความเชื่อความเป็นอยู่ของผู้คนสมัยนั้นอีกด้วย

พระพุทธรูปปางประทานธรรมศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 12-13
สำริด สูง 49 เซนติเมตร
พบที่วัดเชิงท่า จังหวัดนนทบุรี
จัดแสดงที่ห้องศิลปะทวารวดี อาคารมหาสุรสิงหนาท
           พระพุทธรูป พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระโอษฐ์กว้าง ครองจีวรห่มคลุมบาง แนบไปกับลำพระองค์ พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก พระอุระค่อนข้างแบน พระหัตถ์ทั้งสองข้างยกขึ้นทำปางประทานธรรม อันเป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ จัดว่าเป็นพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีที่งดงามที่สุดองค์หนึ่ง

พระพุทธรูปนาคปรกศิลปะศรีวิชัย สกุลช่างไชยา พ.ศ. 1726
สำริด สูง 160 เซนติเมตร
ได้จากวัดเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จัดแสดงที่ห้องศิลปะศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท
           พระพุทธรูปองค์นี้มีจารึกว่าหล่อขึ้นในรัชกาลของมหาราชา ศรีมัตไตรโลกยราช เมาลิภูษนวรรมเทวะ โดยเจ้าเมืองครหิ (ไชยา) เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เมื่อพุทธศักราช 1726 มีพุทธศตวรรษที่แปลกโดยทำเป็นพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัยนาคปรกแทนการทำปางสมาธิ มีอิทธิพลของศิลปะขอมเข้ามาผสมผสาน จัดเป็นศิลปะศรีวิชัยตอนปลาย

เศียรพระโพธิสัตว์ศิลปะเขมร แบบกำพงพระ อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 14
สำริด สูง 73 เซนติเมตร
พบที่บ้านตะโหนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา
จัดแสดงที่ห้องเทวรูปโบราณ อาคารมหาสุรสิงหนาท
           เศียรพระโพธิสัตว์สำริดขนาดใหญ่ พระเกศาเกล้าขึ้นเป็นทรงกระบอกตกลงเป็นวงซ้อนๆกันเป็นชั้นๆอย่างงดงาม พระพักตร์ค่อนข้างยาว เครื่องประกอบพระพักตร์ สร้างอย่างประณีต พระขนงโก่ง พระเนตรเป็นเหลือบลงเบื้องต่ำ เจาะเป็นช่องสำหรับฝังมุกหรือหินมีค่า พระนาสิกเป็นสัน มีไรพระมัสสุบางๆ พระโอษฐ์หนาแย้มเล็กน้อย จัดเป็นประติมากรรมศิลปะเขมรในประเทศไทยที่งดงามที่สุดชิ้นหนึ่ง

พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14
ศิลา สูง 202 เซนติเมตร
จากเขาพระนารายณ์ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
จัดแสดงที่ห้องเทวรูปโบราณ อาคารมหาสุรสิงหนาท
           พระวิษณุ สวมหมวกทรงกระบอก 4 กร ทรงผ้าแบบโสร่ง ลำพระองค์แสดงกล้ามเนื้อผึ่งผาย ส่วนพระกรไม่ติดกับลำพระองค์หรือเครื่องยึดอื่นใด แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและความมั่นใจของช่างผู้สลักและแสดงถึงความสำเร็จทางด้านงานศิลปกรรมขั้นสูงที่พบในภาคใต้ของไทย

พระอิศวรศิลปะสุโขทัย อายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 19
สำริด สูงพร้อมฐาน 305 เซนติเมตร
 
จัดแสดงที่ห้องศิลปะสุโขทัย อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
            พระอิศวรประทับยืน ทรงเครื่องอาภรณ์ประกอบด้วย ศิราภรณ์ กุณฑล กรองศอ พาหุรัด ทองพระกร และสายยัชโยปวีตรูปนาค พระพักตร์รูปไข่ พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก ทรงภูษายาวคล้ายผ้านุ่ง ทบชายไว้ด้านหน้า ตกลงซ้อนกันเป็น 3 ชั้น รูปด้านนอกอ่อนหวานงดงาม มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูปสุโขทัยหมวดใหญ่ สันนิษฐานว่าพระยาลิไทสร้างขึ้นประดิษฐานในหอเทวาลัยมหาเกษตรพิมาน เมืองสุโขทัย เมื่อพ.ศ. 1892

พระนารายณ์ศิลปะร่วมแบบพนมดา อายุราวพุทธสตวรรษที่ 12
ศิลา สูง 207 เซนติเมตร
ได้จากเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
จัดแสดงที่ระเบียงห้องศิลปะลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท
           พระนารายณ์ 4 กร ประทับยืนเอียงตน สวมหมวกทรงกระบอก ทรงภูษาสั้นหยักรั้ง รูปทรงสูงโปร่ง จำหลักกล้ามเนื้อองค์ประกอบร่างกายคล้ายบุคคลจริง โดยปราศจากเครื่องยึดระหว่างพระกร ลำพระองค์ และฐาน แสดงถึงความหล้าหาญและความสำเร็จอย่างสูงของช่างผู้สลักประติมากรรม

บานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์เทพวรารามไม้ลงรักปิดทอง
ศิลปะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2
จัดแสดงที่ห้องไม้จำหลัก มุขเด็จ
           บานประตูไม้จำหลักลายพฤกษา ประกอบด้วยลายดอกพุดตาล สอดแทรกด้วยรูปสัตว์นานาชนิดเต็มพื้นที่ การแกะคว้านลึกซ้อนทับกันเข้าไปเป็นชั้นๆจนลายบางตอนลอยตัวขึ้น ภาพสัตว์และจังหวะการเกี่ยวพันของกิ่งก้านสาขาแลดูซับซ้อนมีชีวิตชีวา แสดงฝีมืออันยอดเยี่ยมของช่างแกะสลัก สันนิษฐานว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 ทรงร่วมแกะสลักบางส่วนด้วย

พระที่นั่งราเชนทรยานศิลปะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1
ไม้ลงรักปิดทอง
จัดแสดงที่ห้องราชยานคานหาม พระที่นั่งภิมุขมณเฑียร
           พระที่นั่งทรงบุษบก ฐานประดับด้วยครุฑยุดนาค ชั้นบนเป็นลายกระจังประดับรูปเทพพนมโดยรอบ ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงไปในกระบวนพระยุหยาตราอย่างใหญ่ในการพระราชพิธีต่างๆ เรียกว่า ขบวนสี่สาย มี 4 ลำคาน ใช้คนหาม 56 คน มีรูปทรงและฝีมือช่างงดงาม นับเป็นศิลปวัตถุชั้นเอกชิ้นหนึ่งในบรรดาของที่มีในประเทศไทย

เวชยันราชรถศิลปะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1
ไม้ลงรักปิดทอง จัดแสดงที่โรงราชรถ
           ราชรถทรงบุษบก สำหรับทรงพระศพพระบรมวงศ์ผู้ทรงศักดิ์สูงชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า สันนิษฐานว่าสร้างราว พ.ศ. 2342 ในรัชกาลที่ 1 เพื่ออัญเชิญพระโกศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ออกรพะเมรุท้องสนามหลวงเมื่อ พ.ศ. 2342

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

ประวัติทีมเอชี มิลาน

 acmilan-online.com

acmilan-online.com

สโมสรฟุตบอลมิลาน (Associazione Calcio Milan) หรือ เอซี มิลาน (A.C. Milan ในอิตาลีออกเสียงว่า -มีลาน) หรือฉายาในสื่อไทยเรียกว่า ปีศาจแดงดำเป็นทีมฟุตบอลที่เมืองมิลาน ในลีกอิตาลี เซเรียอา และเป็นหนึ่งในทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่ง โดยชนะ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 7 ครั้ง
เซเรียอา 17 ครั้ง และเป็นหนึ่งในทีมที่นิยมมากที่สุดในอิตาลี เช่นเดียวกับ สโมสรฟุตบอลยูเวนตุส และ สโมสรฟุตบอลอินเตอร์มิลาน
ก่อตั้งเมื่อ ปี พ.ศ. 2442 โดย อัลเฟรด เอดเวิร์ด ชาวอังกฤษ โดยในปัจจุบันเป็นเพียงทีมเดียวที่ยังคงใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Milan แทนที่จะเป็น Milano
(ในช่วงฟาสซิสต์ ได้มีหลายทีมถูกบังคับให้เปลี่ยนชื่อตามในภาษาอิตาลีเพื่อความเป็นชาตินิยม) ทีมนี้มักถูกเรียกอย่างสั้นว่ามิลาน ในขณะที่ทีมคู่ปรับร่วมเมืองมักถูกเรียกว่าอินเตอร์
ประวัติสโมสร AC Milan ย่อมาจาก Associazione Calcio Milan ได้ก่อตั้งสโมสรขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 1899 โดยชาวอังกฤษสามคนได้พูดคุยกันที่ห้องหนึ่งในโรงแรมโฮเตลดู นอร์
และเกิดความคิดที่จะสร้างสโมสรคริกเก็ตและฟุตบอลชื่อ “Milan Football & Cricket Club” ตอนเริ่มก่อตั้งใหม่ๆ คลับแห่งนี้เน้นไปที่คริกเก็ตมากกว่า แต่เมื่อข่าวค่อยๆแพร่ออกไป
ก็มีผู้คนให้การสนับสนุนฟุตบอลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีปิเอโร่ ปิเรลลี่ ทำหน้าที่กรรมการผู้อำนวยการสโมสรเป็นคนแรก (เขาเป็นต้นคิดที่จะสร้างสนามซาน ซิโร่เพื่อเป็นของขวัญกับทีม)
หลังจากเข้าไปขึ้นทะเบียนกับสหภาพฟุตบอลอิตาเลี่ยนแล้ว ทีมก็เข้าร่วมชิงชัยในฟุตบอล รวมทั้งเริ่มสร้างสนามเพื่อใช้ในการเป็นเจ้าบ้าน โดยทำการสร้างสนามที่บริเวณทร็อตเตอร์
หรือปัจจุบันคือ สถานีรถไฟกลางนั่นเอง
นัดเปิดสนามนัดแรกของสโมสรคือ การที่มิลานแข่งกับทีมเมดิโอลานุม ในวันที่ 11 มีนาคม ปี 1900 และมิลานเอาชนะไปได้ 3 -0 ซึ่งผู้เล่น 11 คนแรก
ของสโมสรประกอบไปด้วย ฮู้ด ซิงนากี้ ทอร์เร็ตต้า ลีส์ คิลปิน วาเลริโอ้ ดูบินี่ เดวี่ส์ เนวิลล์ อัลลิสัน ฟอร์เมนติ โดยขณะนั้นคิลปิน เป็นทั้งหนึ่งในผู้ก่อตั้งสโมสรและกัปตันทีมฟุตบอล
อีกทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของทีมในขณะนั้น แต่ทว่าการแข่งขันอย่างเป็นทางการจริงๆ มิลานกลับแพ้โตริโน่ 0-3 เมื่อวันที่ 15 เมษายน 1900
ปี 1905 มิลานเปลี่ยนชื่อเป็น “Milan Football Club” และเปลี่ยนมาเป็น “Associazione Calcio Milan” ในปี 1945
เอซี มิลาน ใช้สีแดง-ดำ เป็นสีประจำทีม มีฉายาในภาษาอิตาเลี่ยนว่า “รอสโซ่เนรี่” หรือ “อิล ดิอาโวโล่” และในภาษาไทยว่า “ปีศาจแดง-ดำ” และเรียกเหล่ากองเชียร์ของสโมสรว่า “มิลานิสต้า
เอซี มิลาน ใช้สนาม “ซาน ซิโร่” หรือ “จูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า” ซึ่งเป็นสนามประจำเมืองมิลาน มีความจุโดยประมาณ 82,955 คน(ปัจจุบัน)
เป็นสนามประจำทีม โดยสนามซาน ซิโร่สร้างครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน 1926 โดยผู้ที่ริเริ่มความคิดคือ ปิเอโร่ ปิเรลลี่ โดยเขาคิดจะมอบมันเป็นของขวัญให้กับสโมสร สนามซาน ซิโร่ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 1 ปี
โดยบรรจุผู้ชมได้ 10,000 ที่นั่ง อีก 10 ปี ต่อมาได้มีการปรับปรุงสนามซาน ซิโร่ เพื่อให้รับแฟนบอลที่มาเข้าชมการแ17:17 10/9/2551ข่งขันมากขึ้นในปี 1939 โดยครั้งนี้ได้เพิ่มที่นั่งขึ้นเป็น 55,000 ที่นั่ง
ในปี 1986 ได้มีการปรับปรุงสนามซาน ซิโร่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อใช้เป็นสนามในการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยคราวนี้มีการสร้างหลังคาที่ทำด้วยไฟเบอร์กลาส และหอคอยทางขึ้นอีก 11 ด้านเสียใหม่
รวมทั้งเพิ่มความจุที่นั่งจากเดิม 5 หมื่นกว่าที่นั่งไปเป็น 85,700 ที่นั่ง มีการคาดกันว่า ถ้าเอากันจริงๆ สนามซาน ซิโร่ สามารถรับผู้ชมได้ถึง 150,000 คน
แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องความปลอดภัย สภาเมืองมิลานจึงได้ออกกฎห้ามมิให้มีผู้ชมเกิน 100,000 คน
pollo0389.deviantart.com
 
 sitevip.net

oleole.com

เกียรติประวัติการแข่งขัน
 priceinspector.co.uk

เฉพาะระดับเมเจอร์
ฟีฟ่า คลับ เวิร์ล คัพ (มากที่สุด)
ชนะเลิศ 4 ครั้ง : 1969, 1989, 1990, 2007
รองชนะเลิศ 4 ครั้ง : 1963, 1993, 1994, 2003
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
ชนะเลิศ 7 ครั้ง : 1962-63, 1968-69, 1988-89, 1989-90, 1993-94, 2002-03 , 2006-07
รองชนะเลิศ 4 ครั้ง : 1957-58, 1992-93, 1994-95, 2004-05                                                                                                                 
ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ
ชนะเลิศ 2 ครั้ง : 1967-68, 1972-73                                             
รองชนะเลิศ 1 ครั้ง : 1973-74                                                      
ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ (มากที่สุด)
ชนะเลิศ 5 ครั้ง : 1989, 1990, 1994, 2003, 2007
รองชนะเลิศ 2 ครั้ง : 1973, 1993
กัลโช่ เซเรีย อา
ชนะเลิศ 17 ครั้ง : 1901, 1906, 1907, 1950-51, 1954-55, 1956-57, 1958-59, 1961-62, 1967-68, 1978-79, 1987-88, 1991-92, 1992-93, 1993-94, 1995-96, 1998-99, 2003-04
รองชนะเลิศ 13 ครั้ง : 1902, 1947-48, 1949-50, 1951-52, 1957-58, 1960-61, 1964-65, 1970-71, 1971-72, 1972-73, 1989-90, 1990-91, 2004-05
โคปป้า อิตาเลีย
ชนะเลิศ 5 ครั้ง : 1966-67, 1971-72, 1972-73, 1976-77, 2002-03
รองชนะเลิศ 6 ครั้ง : 1941-42, 1970-71, 1974-75, 1984-85, 1989-90, 1997-98
ซูเปอร์ โคปป้า อิตาเลีย (มากที่สุด)
ชนะเลิศ 5 ครั้ง : 1988, 1992, 1993, 1994, 2004
รองชนะเลิศ 3 ครั้ง : 1996, 1999, 2003
 serieamania.net

 soccerpro.com

acmilan-online.com
acmilan-online.com

อ้างอิง http://pirun.ku.ac.th/~b5001270/page2.html

คลิบวีดีโอ

www.youtube.com

www.youtube.com

www.youtube.com

www.youtube.com

www.youtube.com


ประวัติความเป็นมาของวันเด็ก





Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก


น้องๆทราบกันไหมคะว่า วันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม ของทุกปี เป็นวันอะไร เด็กๆ ยกมือกันเป็นแถวเลย ถูกแล้วค่ะ "วันเด็ก" ทีนี้เราลองมาทราบประวัติความเป็นมาของวันเด็กกันดีกว่านะคะ
ความเป็นมา
นายวี เอ็ม กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่างประเทศ เป็นผู้เสนอต่อกรมประชาสงเคราะห์ ให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของเด็ก และเพื่อกระตุ้นเตือนให้เด็กได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเอง
งานวันเด็กแห่งชาติในเมืองไทยครั้งแรกนั้น จัดขึ้นในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ.2498 และได้จัดติดต่อกันมาเป็นประจำทุกปี จนถึง พ.ศ.2506 จึงมีความคิดว่าควรจะเปลี่ยนไปจัดงานวันเด็ก ในวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม เนื่องจากเห็นว่าเป็นช่วงที่พ้นจากฤดูหนาวมาแล้ว และเป็นวันหยุดราชการทำให้เกิดความสะดวกด้วยประการทั้งปวง
แต่ในปีถัดมา คือปี พ.ศ.2507 ไม่สามารถจัดงานวันเด็กได้ทัน จึงได้เริ่มจัดในปี พ.ศ.2508 ซึ่งถือเอาวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม เป็นวันเด็กแห่งชาติ มาจนถึงบัดนี้
รัฐบาลได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ในวันเด็กแห่งชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานพระบรมราโชวาท สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงโปรดระทานพระคติธรรม และ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี จะมอบคำขวัญวันเด็กให้กับเด็กไทยทุกปี
สำหรับคำขวัญวันเด็กประจำปีนี้ที่นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย มอบให้กับเด็กๆ คือ
"มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย"
เด็กคือทรัพยากรที่สำคัญยิ่งของประเทศชาติ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติ บ้านเมือง ให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า และมั่นคงอีกทั้งเป็นผู้ที่จะต้องเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า เพื่อทำหน้าที่ดูแลสังคม ตลอดจนเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความเปลี่ยนแปลง และอื่นๆ ฯลฯ
ดังนั้น ทุกสังคมจึงให้ความสำคัญแก่เด็ก และจัดให้มีวันเด็กขึ้นทุกปี เพื่อให้เด็กรูถึงความสำคัญของตนเอง จะได้ประพฤติปฏิบัติตนให้สมกับเป็นผู้ที่มีความสำคัญของประเทศชาติ ด้วยการตั้งใจใฝ่เรียนรู้ ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย รู้จักการใช้เวลา ความคิด มีความขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ และซื่อสัตย์สุจริต ฯลฯ

คำขวัญวันเด็กปี 2548
เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด

ความเป็นมา...วันเด็ก
ที่มาในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติเกิดจากความคิดเพื่อกระตุ้น ให้เด็กได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเอง โดยนายวี เอ็ม กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่างประเทศ เป็นผู้เสนอต่อ กรมประชาสงเคราะห์ ให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของเด็ก
สำหรับงานวันเด็กแห่งชาติในเมืองไทยครั้งแรกนั้น จัดขึ้นในวันจันทร์แรก ของเดือนตุลาคม พ.ศ. 2498 และได้จัดต่อกันมาเป็นประจำทุกปี จนถึง พ.ศ. 2506 จึงมีความคิดว่าควรจะเปลี่ยนไปจัดงานวันเด็กในวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมเนื่องจากเห็นว่า เป็นช่วงที่พ้นจากฤดูฝนมาแล้ว และเป็นวันหยุดราชการทำให้เกิด ความสะดวกด้วยประการทั้งปวง แต่ในปีถัดมา คือปี พ.ศ. 2507 ไม่สามารถจัดงานวันเด็กได้ทันจึงได้เริ่มจัดในปี พ.ศ. 2508 ซึ่งถือเอาวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมเป็นวันเด็กแห่งชาติมาจนถึงบัดนี้
รัฐบาลได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชนกำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ทุกๆ ปี ในวันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานพระบรมราโชวาท สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงโปรดประทานพระคติธรรม และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีจะมอบคำขวัญวันเด็ก แสดงให้เห็นว่าเด็กเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดของชาติ เราจึงได้ยินคำพูดอยู่บ่อย ๆ ว่า "เด็กคืออนาคตของชาติ เด็กฉลาด ชาติเจริญ"
ความหมาย
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของคำว่า "เด็ก" ไว้ คือ "เด็ก" หมายถึง คนที่มีอายุยังน้อย ยังเล็ก อ่อนวัน เช่น เด็กชาย คือ คำนำเรียกเด็กผู้ชายที่มีอายุไม่เกิน 14 ปีบริบูรณ์ และเด็กหญิง คือ คำนำเรียกเด็กผู้หญิงที่มีอายุไม่เกิน 14 ปี บริบูรณ์

ความเป็นมา
 
เด็กนับเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญของประเทศ เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมือง ให้เจริญก้าวหน้าและมั่นคง ดังนั้น เด็กจึงควรที่จะเตรียมตัวที่จะเป็นกำลังของชาติด้วย หากเด็กทุกคนได้ตระหนักถึงอนาคตของตนและของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการขยันหมั่นศึกษาหาความรู้ และใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัย มีความขยันขันแข็ง ตลอดจนมีความเมตตากรุณา ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อผู้อื่น เสียสละเพื่อส่วนรวมดังนี้แล้ว ก็จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็น "เด็กดี" ชาติบ้านเมืองก็จะเจริญมีความผาสุกร่มเย็นต่อไป
 
ความคิดในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ เพื่อกระตุ้นให้เด็กได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองนั้น นายวีเอ็ม กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศ ได้เสนอต่อกรมประชาสงเคราะห์ให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไป เห็นความสำคัญของเด็ก วันเด็กแห่งชาติของประเทศไทยจึงจัดให้มีขึ้นในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ. 2498 และปฏฺบัติกันเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2506 ต่อมาเห็นว่า วันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม เหมาะสมสำหรับการจัดงานวันเด็กมากกว่า เนื่องจากพ้นฤดูฝนและเป็นวันหยุดราชการ แต่ในปี พ.ศ. 2507 ไม่สามารถจัดงานวันเด็กได้ทัน จึงได้จัดกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 งานวันเด็กแห่งชาติจึงจัดให้มีขึ้นในวันเสาร์ที่ 2  ของเดือนมกราคม มาจนถึงบัดนี้ ในการจัดงานวันเด็กแห่งชาตินั้น
รัฐบาลได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กขึ้นคณะหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ให้เด็กทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียนพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้เด็ก ได้รู้ถึงความสำคัญของตนเอง รู้ถึงความมีระเบียบวินัย รู้จักสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ทุก ๆ ปี เมื่อถึงวันเด็กแห่งชาติ
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานพระบรมราโชวาท สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงโปรดประทานพระคติธรรม และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะมอบคำขวัญวันเด็กให้กับเด็กไทยทุกปี ซึ่งล้วนเป็นการเสนอแนะให้แนวทางที่เด็กสามารถปฎิบัติได้ พลังของเด็กในปัจจุบัน ถ้ามีพื้นฐานมาแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการคิดและทำในสิ่งที่ดีและละเว้นความชั่ว ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาลแก่ประเทศชาติ

กิจกรรม
 
ข้อเสนอแนะและตัวอย่างกิจกรรมในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ เช่น การจัดประชุม สัมมนา ในเรื่องบทบาทและหน้าที่ของเด็กที่พึงปฏิบัติต่อสมาชิกในครอบครัว หรืออาจจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับเด็ก มอบของขวัญในโอกาสวันสำคัญนี้ให้แก่เด็ก ๆ ที่มีความประพฤติดี และ กิจกรรมอื่น ๆ ที่เหมาะสม เป็นต้นความหมายของวันเด็ก
 
คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ จากนายกรัฐมนตรีในปีต่างๆ
ในปี พ.ศ. 2502 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เห็นคุณค่าความสำคัญ ของเด็ก
จึงมอบคำขวัญให้เป็นข้อคิด สำหรับเด็ก นายกรัฐมนตรี ในสมัยต่อๆมา จึงได้ถือปฎิบัติสืบต่อมาดังต่อไปนี้



พ.ศ.2502 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้าจงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า
พ.ศ.2503 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้าจงเป็นเด็กที่รักความสะอาด
พ.ศ.2504 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้าจงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย
พ.ศ.2505 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้าจงเป็นเด็กที่ประหยัด
พ.ศ.2506 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้าจงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียร
พ.ศ.2507 งดจัดงานวันเด็ก
พ.ศ.2508 เด็กจะเจริญต้องรักเรียนและเพียรทำดี
พ.ศ.2509 เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี
พ.ศ.2510 อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรง เรียนดี และมีความประพฤติเรียบร้อย
พ.ศ.2511 ความเจริญและความมั่นคงของไทยในอนาคตขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย เฉลียวฉลาดและรักชาติยิ่ง
พ.ศ.2512 รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ
พ.ศ.2513 เด็กประพฤติดีและศึกษาดีทำให้มีอนาคตแจ่มใส
พ.ศ.2514 ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ
พ.ศ.2515 เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ
พ.ศ.2516 เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ
พ.ศ.2517 สามัคคี คือ พลัง
พ.ศ.2518 เด็กคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความดี
พ.ศ.2519 เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรืองจะต้องทำตัวให้ดี
พ.ศ.2520 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชน
พ.ศ.2521 เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง
พ.ศ.2522 เด็กไทยคือหัวใจของชาติ
พ.ศ.2523 อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
พ.ศ.2524 เด็กไทยมีวินัย ใจซื่อสัตย์ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม
พ.ศ.2525 ขยัน ศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
พ.ศ.2526 รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย และคุณธรรม
พ.ศ.2527 รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดี มีความคิด สุจริต ใจมั่น หมั่นศึกษา
พ.ศ.2528 สามัคคี มีวินัย ใฝ่คุณธรรม
พ.ศ.2529 นิยมไทย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ.2530 นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ.2531 นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ.2532 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ.2533 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ.2534 รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา
พ.ศ.2535 สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม
พ.ศ.2536 ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ.2537 ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ.2538 สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ.2539 มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด
พ.ศ.2540 รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด
พ.ศ.2541 ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย
พ.ศ.2542 ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย
พ.ศ.2543 มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
พ.ศ.2544 มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
พ.ศ.2545 เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ มุ่งสู่อนาคตที่สดใส
พ.ศ.2546 เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี
พ.ศ.2547 รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอo
 พ.ศ.2548 เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด
พ.ศ.2549  เด็กฉลาดต้องขยันอ่าน ขยันคิด

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

นารูโตะ

Naruto Plot :รื่
.......เรื่องราวของนารุโตะเริ่มขึ้นเมื่อ ครั้งหนึ่งเมื่อสิบปีก่อนได้มีปีศาจจิ้งจอกเก้าหางตัวหนึ่ง ที่มีพลังจักระมหาศาล ได้เกิดตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลยาวนานเป็นเวลาหลายพันปี มันตื่นขึ้นมาในครั้งนี้มันไม่ได้นำผลดีมากับตัวมันเลย มันเกิดอาการคลุ้มคลั่งและอาละวาด ทำความเดือดร้อนไปทั่ว แคว้น มันทำให้อาคารบ้านเรือนทรัพย์สินและชีวิตของผู้คนบริสุทธิ ล้มตายไปเป็นจนมาก มีอาสาผู้กล้าหลายคนที่อาสาสมัครไปจัดการกับมัน แต่ทว่าก็เอาชีวิตไปทิ้งเล่นกันซะทุกคน จนกระทั่ง มีผู้กล้าคนหนึ่ง ได้ปรากฏตัวขึ้นและเขาอาสาไปปราบจิ้งจอกเก้าหาง เขาสามารถปิดผนึกมันได้สำเร็จ โดยเขาได้ปิดผนึกมันใว้กับทารกเด็กชายน้อยคนหนึ่ง นั่นก็คือนารุโตะน้อยนั่นเอง แต่ทว่าร่างกายของชายผู้นี้ก็ต้องโดนปิดผนึกไปพร้อมกับมันด้วยเช่นกัน นามของชายผู้กล้าคนนี้คือ Chibi Yondaime [บางคนอาจจะสับสน เกี่ยวกับชื่อของรุ่นที่ 4 Shaken เรียกเค้าว่า Chibi Yondaime มาจากภาษาญี่ปุ่น Chibi แปลว่าเล็กน้อย กระจี๊ดจิ๋วอะไรปรามาณนั้น Yon แปลว่า 4 Daime แปลว่า รุ่นที่ รวมทั้งเข้าด้วยกันก็คือ รุ่นที่ 4 ที่ยังเล็กๆน่ารักน่าชัง หุหุ ]หรือ โฮคาเงะรุ่นที่ 4 สุดเท่ของเรานั่นเอง ฮ่าๆ
.......12 ปีผ่านไป ณ หมู่บ้านโคโนฮ่ะที่เป็นแคว้นที่ยำเกรงของเหล่าแคว้นใหญ่ทั้ง 4
มีเด็กชายคนหนึ่ง ชื่อว่า"นารูโตะ" เขานั้นชอบกลั่นแกล้งชาวบ้านคนอื่นๆเป็นประจำ ที่เขาทำเช่นนั้นก็เพราะว่า เขาต้องการ การยอมรับจากเพื่อนๆของพวกเขา โดยที่คนที่รู้ว่า นารุโตะนั้นมีปีศาจร้ายถูกผนึกใว้ในร่างกายของเขา ต่างพากันรังเกียจและไม่ยอม คบคุยด้วย เขาได้ทำทุกวิธีทางเพื่อที่เขาจะได้เป็นที่ยอมรับจากเพื่อนพ้อง
.......การสอบเป็นเกะนินครั้งแรก นารุโตะรุ้สึกตื่นเต้นมาก เขาตั้งใจกับการในสอบครั้งนี้ แต่ทว่าเขาก็สอบเป็น Genin ตามที่ใจเขาหวังไม่ได้ ในยามที่นารุโตะกำลังรุ้สึกท้อใจนั้นก็มีคนเห็นความสำคัญและความตั้งใจของเขา อ.อิรุกะเป็นคนแรก ที่ทำให้นารุโตะรุ้สึกว่า ชีวิตเขานั้นยังมีคนที่เป็นห่วงเขาอยู่เสมอ อ.อิรุกะมอบที่คาดผมอันแรกให้กับนารุโตะ นารุโตะมองหน้า อิรุกะด้วยความปลื้มใจอย่างสุดขีด และเขาสัญญากับตัวเองว่าซักวัน เขาจะเป็น Hokage ผู้ยิ่งใหญ่ อย่างเช่นที่รุ่นที่4 ให้จงได้..
แต่เรื่องราวของนารุโตะมันยังคงไม่จบแค่นั้น นารุโตะยังคงต้องฝึกฝนกับการเป็นนินจาที่แท้จรีง และยังคงพบกับการพจญภัยสุดระทึกอีกมากมาย..
.......ในช่วงของท้ายเรื่องในภาคแรก นารูโตะสู้กับซาซึเกะที่กำลังจะถอนตัวออกจากหมู่บ้าน นารูโตะอาสาเพื่อไปตามซาซึเกะกลับมา ช่วงเวลาที่นารุโตะและซาซึเกะกำลังสู้กันนั้น ทั้งคู่ต่างก็รู้สึกเจ็บปวดในใจ ที่ต้องมาสู้กับเพื่อนสุดสนิดของตนแต่ทว่าเป้าหมายของคนสองคนต่างกัน นารูโตะก็อยาก ที่จะตามซาซึเกะกลับยังหมู่บ้านโดยที่ไม่ให้มีการเสียเลือด ส่วนซาซึเกะก็ต้องการออกจากหมู่บ้านเพื่อค้นหาความแข็งแกร่งที่แท้จริงสำหรับเขา ซาซึเกะสู้แบบหวังผลกันให้ตายไปข้าง นารูโตะสู้เพื่อแค่ให้ซาซึเกะรุ้สึกตัว เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ผลปรากฎว่าซาซึเกะเป็นผู้ทำให้นารูโตะแพ้ไป เขาทิ้งที่คาดหัวต่างหน้าให้นารูโตะใว้ในขณะที่นารูโตะสลบไป และเดินจากไปด้วยอาการโซเซ และอาการบาดเจ็บสาหัด ไปในทางที่เขาเลือก
...... เมื่อนารูโตะฟื้นขึ้นมาอีกทีหลังจากที่สลบไปหลายวันในโรงพยาบาล จิไรยะได้มาเยี่ยมและคุยกับนารูโตะกัน ทั้งสองคุยกันหลายเรื่องและตกลงกันว่าเมื่อหายดีแล้วจะพานารูโตะไปฝึก และหาประสบการณ์กับเขาตามลำพัง เป็นเวลา 2 ปีครึ่ง และภาคหนึ่ง ก็จบลงด้วยนารูโตะออกไปฝึกวิชากับจิไรยะ นะเอง..