| ประวัติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นับเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับประชาชนแห่งแรกของประเทศไทยซึ่งตั้งขี้น เมื่อ พ.ศ. 2402 แต่เดิมเป็น "พระราชวังบวรสถานมงคล" หรือวังหน้าซึ่งประกอบด้วยพระที่นั่งและพระตำหนักอันนับเป็นสถาปัตยกรรมไทยที่งดงามอีกแห่งหนึ่ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ขึ้นที่ พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ซึ่งเป็นเครื่องราชบรรณาการต่างๆ นับว่าเป็นบ่อเกิดของพิพิธภัณฑ์ในสมัยต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง "มิวเซียม" ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรก เนื่องในวโรกาสเแลิมพระชนมายุครบ 21 พรรษา เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 ครั้งต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2430 กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ทิวงคต จึงได้มีประกาศยกเลิกตำแหน่งพระอุปราชแล้ว ทำให้สถานที่ในพระราชวังบวรสถานมงคลว่างลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึง โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑสถานจากหอคองคอเดีย ไปตั้งจัดแสดงที่พระราชวังบวรสถานมงคลเฉพาะด้านหน้า 3 องค์ โดยใช้พระที่ นั่งด้านหน้าคือ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เรียกว่า "พิพิธภัณฑ์วังหน้า" |
ต่อมาในปี พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระ ราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครขึ้น และได้จัด พระที่นั่งศิวโมกขพิมานให้เป็นสถานที่จัดแสดง ศิลาจารึก คัมภีร์ใบลาน สมุดไทย ตำราโบราณ เรียกว่าหอสมุดวชิรญาณ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2469 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ต่อมาประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลได้จัดตั้งกรมศิลปากรขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2476 พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร จึงได้เข้าสังกัดกับกรมศิลปากร และได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อ พ.ศ. 2477 |
พระพุทธสิหิงค์ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 20
สำริดกะไหล่ทอง สูง 166 เซนติเมตร
ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
พระพุทธรูปปางสมาธิ พระพักตร์ค่อนข้างกลม มีลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะสุโขทัยและลังกา เป็นพุทธรูปสำคัญซึ่งเคยประดิษฐานอยู่ที่ราชธานีเดิม ทั้งกรุงศรีอยุธยาและเมืองเชียงใหม่ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท อัญเชิญจากเชียงใหม่มาประดิษฐานยังพระราชวังบวรสถานมงคล ในราว พ.ศ. 2330 พระพุทธสิหิงห์เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อำนวยสวัสดิ์แก่บ้านเมือง จึงอัญเชิญออกสรงน้ำพิธีสงกรานต์ที่ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ เป็นประจำทุกปี
สำริดกะไหล่ทอง สูง 166 เซนติเมตร
ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
พระพุทธรูปปางสมาธิ พระพักตร์ค่อนข้างกลม มีลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะสุโขทัยและลังกา เป็นพุทธรูปสำคัญซึ่งเคยประดิษฐานอยู่ที่ราชธานีเดิม ทั้งกรุงศรีอยุธยาและเมืองเชียงใหม่ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท อัญเชิญจากเชียงใหม่มาประดิษฐานยังพระราชวังบวรสถานมงคล ในราว พ.ศ. 2330 พระพุทธสิหิงห์เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อำนวยสวัสดิ์แก่บ้านเมือง จึงอัญเชิญออกสรงน้ำพิธีสงกรานต์ที่ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ เป็นประจำทุกปี
พระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 20
สำริด สูง 102 เซนติเมตร
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน
จัดแสดงที่ห้องศิลปะสุโขทัย อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระรัศมีรูปเปลว ขมวดเกศาเป็นรูปก้นหอยสมส่วน พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่งปลายงุ้มเล็กน้อย พระโอษฐ์บาง อมยิ้ม พระอังสาใหญ่ ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิยาวจรดพระนาภีปลายเป็นลายเขี้ยวตะขาย ประทับขัดสมาธิราบบนฐานเขียง มีรูปนอกอ่อนหวาน ตามลักษณะศิลปะสุโขทัยหมวดใหญ่ ที่ฐานมีจารึกว่า ทิดไสหงและนางแก้วเป็นผู้สร้าง
สำริด สูง 102 เซนติเมตร
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน
จัดแสดงที่ห้องศิลปะสุโขทัย อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระรัศมีรูปเปลว ขมวดเกศาเป็นรูปก้นหอยสมส่วน พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่งปลายงุ้มเล็กน้อย พระโอษฐ์บาง อมยิ้ม พระอังสาใหญ่ ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิยาวจรดพระนาภีปลายเป็นลายเขี้ยวตะขาย ประทับขัดสมาธิราบบนฐานเขียง มีรูปนอกอ่อนหวาน ตามลักษณะศิลปะสุโขทัยหมวดใหญ่ ที่ฐานมีจารึกว่า ทิดไสหงและนางแก้วเป็นผู้สร้าง
พระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะล้านนา สูงพร้อมฐาน 70.5 เซนติเมตร
หน้าตักกว้าง 43 เซนติเมตร
ของหลวงพระราชทาน
จัดแสดงที่ห้องศิลปะล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
พระพุทธรูป พระรัศมีเป็นรูปลูกแก้ว ขมวดพระเกศาใหญ่ พระพักตร์กลม พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่งแต่สั้น พระโอษฐ์อิ่ม อมยิ้มเล็กน้อย พระหนุเป็นปม พระองค์อวบอ้วน พระอุระนูน ครองจีวรสไบเฉียง เปิดพระอังสาขวา มีชายจีวรหรือสังฆาฏิสั้นอยู่เหนือพระถัน ทำปางมารวิชัย ประทับขัดสมาธิเพชรแลเป็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง ฐานบัวคว่ำหงายมีเกสรบัวประกอบ จัดเป็นพระพุทธรูปล้านนาหรือพระพุทธรูปเชียงแสนสมัยต้น
หน้าตักกว้าง 43 เซนติเมตร
ของหลวงพระราชทาน
จัดแสดงที่ห้องศิลปะล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
พระพุทธรูป พระรัศมีเป็นรูปลูกแก้ว ขมวดพระเกศาใหญ่ พระพักตร์กลม พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่งแต่สั้น พระโอษฐ์อิ่ม อมยิ้มเล็กน้อย พระหนุเป็นปม พระองค์อวบอ้วน พระอุระนูน ครองจีวรสไบเฉียง เปิดพระอังสาขวา มีชายจีวรหรือสังฆาฏิสั้นอยู่เหนือพระถัน ทำปางมารวิชัย ประทับขัดสมาธิเพชรแลเป็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง ฐานบัวคว่ำหงายมีเกสรบัวประกอบ จัดเป็นพระพุทธรูปล้านนาหรือพระพุทธรูปเชียงแสนสมัยต้น
พระอวโลกิเตศวร
ศิลปะศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 14)
สำริด สูง 63 เซนติเมตร
ย้ายมาจากวัดเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จัดแสดงที่ห้องศิลปะศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ขนาดเท่าบุคคลจริง พบเฉพาะส่วนบนของประติมากรรม ลักษณะพระองค์อวบอ้วน ประทับเอียงตน ก้มพระพักตร์ทอดพระเนตรลงเบื้องต่ำอย่างงดงาม องค์ประกอบประติมากรรมลวดลายเครื่องประดับคล้ายคลึงกับประติมากรรมต่างๆจากชวาภาคกลาง เป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมที่สุดชิ้นหนึ่งของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ศิลปะศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 14)
สำริด สูง 63 เซนติเมตร
ย้ายมาจากวัดเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จัดแสดงที่ห้องศิลปะศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ขนาดเท่าบุคคลจริง พบเฉพาะส่วนบนของประติมากรรม ลักษณะพระองค์อวบอ้วน ประทับเอียงตน ก้มพระพักตร์ทอดพระเนตรลงเบื้องต่ำอย่างงดงาม องค์ประกอบประติมากรรมลวดลายเครื่องประดับคล้ายคลึงกับประติมากรรมต่างๆจากชวาภาคกลาง เป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมที่สุดชิ้นหนึ่งของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พระคเณศ
ศิลปะชวาตะวันออก พุทธศตวรรษที่ 15-16
ศิลา สูง 172 เซนติเมตร
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มาจากจัณฑิ สิงหส่าหรี ประเทศอินโดนีเซีย
จัดแสดงที่ห้องศิลปะชวา อาคารมหาสุรสิงหนาท
พระคเณศจำหลักศิลานูนสูง ประทับนั่งบนบัลลังก์กระโหลกมนุษย์ มี 4 กร หัตถ์ขวาบนถือขวาน หัตถ์ซ้ายบนถือพวงลูกประคำ หัตถ์ขวาและหัตถ์ซ้ายล่างถือถ้วยขนม ทรงเครื่องประดับตกแต่งมาก คือ ศิราภรณ์กุณฑลรูปกระโหลก พาหุรัด เข็มขัด รัดองค์ ทองพระกร ทองพระบาท ทรงภูษาลวดลายกระโหลกมนุษย์ และสวมสายยัชโญปวีตรูปงู ผู้สำเร็จราชการฮอลันดาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จประพาสชวา พ.ศ. 2439
ศิลปะชวาตะวันออก พุทธศตวรรษที่ 15-16
ศิลา สูง 172 เซนติเมตร
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มาจากจัณฑิ สิงหส่าหรี ประเทศอินโดนีเซีย
จัดแสดงที่ห้องศิลปะชวา อาคารมหาสุรสิงหนาท
พระคเณศจำหลักศิลานูนสูง ประทับนั่งบนบัลลังก์กระโหลกมนุษย์ มี 4 กร หัตถ์ขวาบนถือขวาน หัตถ์ซ้ายบนถือพวงลูกประคำ หัตถ์ขวาและหัตถ์ซ้ายล่างถือถ้วยขนม ทรงเครื่องประดับตกแต่งมาก คือ ศิราภรณ์กุณฑลรูปกระโหลก พาหุรัด เข็มขัด รัดองค์ ทองพระกร ทองพระบาท ทรงภูษาลวดลายกระโหลกมนุษย์ และสวมสายยัชโญปวีตรูปงู ผู้สำเร็จราชการฮอลันดาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จประพาสชวา พ.ศ. 2439
ตู้ลายรดน้ำ
ศิลปะอยุธยาตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ 23
เป็นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาแต่เดิม
จัดแสดงที่ห้องศิลปะอยุธยา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
ตู้ใส่หนังสือลายทองรดน้ำ ทำเป็นลวดลายสัตว์หิมพานต์อยู่ท่ามกลางลายกนกเปลวที่พลิ้วเบือ้งบนเป็นพฤกษาประกอบด้วยรูปสัตว์ต่างๆ ที่แสดงความเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา แสดงออกถึงลวดลายที่ละเอียดอ่อนมีจังหวะอย่างงดงาม ถือเป็นงานศิลปกรรมที่เยี่ยมยอดในงานด้านลายทองรดน้ำ เรียกกันว่า "ฝีมือครูวัดเชิงหวาย"
ศิลปะอยุธยาตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ 23
เป็นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาแต่เดิม
จัดแสดงที่ห้องศิลปะอยุธยา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
ตู้ใส่หนังสือลายทองรดน้ำ ทำเป็นลวดลายสัตว์หิมพานต์อยู่ท่ามกลางลายกนกเปลวที่พลิ้วเบือ้งบนเป็นพฤกษาประกอบด้วยรูปสัตว์ต่างๆ ที่แสดงความเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา แสดงออกถึงลวดลายที่ละเอียดอ่อนมีจังหวะอย่างงดงาม ถือเป็นงานศิลปกรรมที่เยี่ยมยอดในงานด้านลายทองรดน้ำ เรียกกันว่า "ฝีมือครูวัดเชิงหวาย"
ตะเกียงโรมัน ศิลปะโรมัน
สำริด สูง 27 เซนติเมตร
พบที่ตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี
จัดแสดงที่ห้องศิลปะเอเชีย อาคารมหาสุรสิงหนาท
ตะเกียง ฝาเปิดหล่อเป็นรูปพระพักตร์เทพเจ้าซิเลนัส (Silenus) ของโรมัน ด้ามหล่อเป็นลายใบปาล์มและปลาโลมา 2 ตัว หันหน้าเข้าชนกัน ตะเกียงนี้อาจหล่อขึ้นที่เมืองอเลกซานเดรีย ประเทศอียิปต์ เมื่ออยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน ราวก่อนพุทธศตวรรษที่ 6 หรืออาจหล่อขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 9-10 และคงเป็นของที่พ่อค้าชาวอินเดียได้นำเข้ามาในประเทศไทย ตำบลที่พบคงตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าขายที่พ่อค้าชาวอินเดียเคยเดินทางผ่านไปมา
สำริด สูง 27 เซนติเมตร
พบที่ตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี
จัดแสดงที่ห้องศิลปะเอเชีย อาคารมหาสุรสิงหนาท
ตะเกียง ฝาเปิดหล่อเป็นรูปพระพักตร์เทพเจ้าซิเลนัส (Silenus) ของโรมัน ด้ามหล่อเป็นลายใบปาล์มและปลาโลมา 2 ตัว หันหน้าเข้าชนกัน ตะเกียงนี้อาจหล่อขึ้นที่เมืองอเลกซานเดรีย ประเทศอียิปต์ เมื่ออยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน ราวก่อนพุทธศตวรรษที่ 6 หรืออาจหล่อขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 9-10 และคงเป็นของที่พ่อค้าชาวอินเดียได้นำเข้ามาในประเทศไทย ตำบลที่พบคงตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าขายที่พ่อค้าชาวอินเดียเคยเดินทางผ่านไปมา
ศิลาจารึกหลักที่ 1จารึกด้วยอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย พ.ศ. 1835
ศิลา สูง 111 เซนติเมตร
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๆด้จากเมืองเก่าสุโขทัย
จัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์ชาติไทย พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
ศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือเรียกว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง นับเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นบันทึกเรื่องราวพระราชประวัติและรพระราชกรณียกิจของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 1826 นอกจากนี้ยังบันทึกถึงภูมิสถานบ้านเมือง การเมือง การปกครอง และวิถีชีวิตความเชื่อความเป็นอยู่ของผู้คนสมัยนั้นอีกด้วย
ศิลา สูง 111 เซนติเมตร
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๆด้จากเมืองเก่าสุโขทัย
จัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์ชาติไทย พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
ศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือเรียกว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง นับเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นบันทึกเรื่องราวพระราชประวัติและรพระราชกรณียกิจของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 1826 นอกจากนี้ยังบันทึกถึงภูมิสถานบ้านเมือง การเมือง การปกครอง และวิถีชีวิตความเชื่อความเป็นอยู่ของผู้คนสมัยนั้นอีกด้วย
พระพุทธรูปปางประทานธรรมศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 12-13
สำริด สูง 49 เซนติเมตร
พบที่วัดเชิงท่า จังหวัดนนทบุรี
จัดแสดงที่ห้องศิลปะทวารวดี อาคารมหาสุรสิงหนาท
พระพุทธรูป พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระโอษฐ์กว้าง ครองจีวรห่มคลุมบาง แนบไปกับลำพระองค์ พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก พระอุระค่อนข้างแบน พระหัตถ์ทั้งสองข้างยกขึ้นทำปางประทานธรรม อันเป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ จัดว่าเป็นพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีที่งดงามที่สุดองค์หนึ่ง
สำริด สูง 49 เซนติเมตร
พบที่วัดเชิงท่า จังหวัดนนทบุรี
จัดแสดงที่ห้องศิลปะทวารวดี อาคารมหาสุรสิงหนาท
พระพุทธรูป พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระโอษฐ์กว้าง ครองจีวรห่มคลุมบาง แนบไปกับลำพระองค์ พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก พระอุระค่อนข้างแบน พระหัตถ์ทั้งสองข้างยกขึ้นทำปางประทานธรรม อันเป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ จัดว่าเป็นพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีที่งดงามที่สุดองค์หนึ่ง
พระพุทธรูปนาคปรกศิลปะศรีวิชัย สกุลช่างไชยา พ.ศ. 1726
สำริด สูง 160 เซนติเมตร
ได้จากวัดเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จัดแสดงที่ห้องศิลปะศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท
พระพุทธรูปองค์นี้มีจารึกว่าหล่อขึ้นในรัชกาลของมหาราชา ศรีมัตไตรโลกยราช เมาลิภูษนวรรมเทวะ โดยเจ้าเมืองครหิ (ไชยา) เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เมื่อพุทธศักราช 1726 มีพุทธศตวรรษที่แปลกโดยทำเป็นพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัยนาคปรกแทนการทำปางสมาธิ มีอิทธิพลของศิลปะขอมเข้ามาผสมผสาน จัดเป็นศิลปะศรีวิชัยตอนปลาย
สำริด สูง 160 เซนติเมตร
ได้จากวัดเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จัดแสดงที่ห้องศิลปะศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท
พระพุทธรูปองค์นี้มีจารึกว่าหล่อขึ้นในรัชกาลของมหาราชา ศรีมัตไตรโลกยราช เมาลิภูษนวรรมเทวะ โดยเจ้าเมืองครหิ (ไชยา) เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เมื่อพุทธศักราช 1726 มีพุทธศตวรรษที่แปลกโดยทำเป็นพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัยนาคปรกแทนการทำปางสมาธิ มีอิทธิพลของศิลปะขอมเข้ามาผสมผสาน จัดเป็นศิลปะศรีวิชัยตอนปลาย
เศียรพระโพธิสัตว์ศิลปะเขมร แบบกำพงพระ อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 14
สำริด สูง 73 เซนติเมตร
พบที่บ้านตะโหนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา
จัดแสดงที่ห้องเทวรูปโบราณ อาคารมหาสุรสิงหนาท
เศียรพระโพธิสัตว์สำริดขนาดใหญ่ พระเกศาเกล้าขึ้นเป็นทรงกระบอกตกลงเป็นวงซ้อนๆกันเป็นชั้นๆอย่างงดงาม พระพักตร์ค่อนข้างยาว เครื่องประกอบพระพักตร์ สร้างอย่างประณีต พระขนงโก่ง พระเนตรเป็นเหลือบลงเบื้องต่ำ เจาะเป็นช่องสำหรับฝังมุกหรือหินมีค่า พระนาสิกเป็นสัน มีไรพระมัสสุบางๆ พระโอษฐ์หนาแย้มเล็กน้อย จัดเป็นประติมากรรมศิลปะเขมรในประเทศไทยที่งดงามที่สุดชิ้นหนึ่ง
สำริด สูง 73 เซนติเมตร
พบที่บ้านตะโหนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา
จัดแสดงที่ห้องเทวรูปโบราณ อาคารมหาสุรสิงหนาท
เศียรพระโพธิสัตว์สำริดขนาดใหญ่ พระเกศาเกล้าขึ้นเป็นทรงกระบอกตกลงเป็นวงซ้อนๆกันเป็นชั้นๆอย่างงดงาม พระพักตร์ค่อนข้างยาว เครื่องประกอบพระพักตร์ สร้างอย่างประณีต พระขนงโก่ง พระเนตรเป็นเหลือบลงเบื้องต่ำ เจาะเป็นช่องสำหรับฝังมุกหรือหินมีค่า พระนาสิกเป็นสัน มีไรพระมัสสุบางๆ พระโอษฐ์หนาแย้มเล็กน้อย จัดเป็นประติมากรรมศิลปะเขมรในประเทศไทยที่งดงามที่สุดชิ้นหนึ่ง
พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14
ศิลา สูง 202 เซนติเมตร
จากเขาพระนารายณ์ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
จัดแสดงที่ห้องเทวรูปโบราณ อาคารมหาสุรสิงหนาท
พระวิษณุ สวมหมวกทรงกระบอก 4 กร ทรงผ้าแบบโสร่ง ลำพระองค์แสดงกล้ามเนื้อผึ่งผาย ส่วนพระกรไม่ติดกับลำพระองค์หรือเครื่องยึดอื่นใด แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและความมั่นใจของช่างผู้สลักและแสดงถึงความสำเร็จทางด้านงานศิลปกรรมขั้นสูงที่พบในภาคใต้ของไทย
ศิลา สูง 202 เซนติเมตร
จากเขาพระนารายณ์ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
จัดแสดงที่ห้องเทวรูปโบราณ อาคารมหาสุรสิงหนาท
พระวิษณุ สวมหมวกทรงกระบอก 4 กร ทรงผ้าแบบโสร่ง ลำพระองค์แสดงกล้ามเนื้อผึ่งผาย ส่วนพระกรไม่ติดกับลำพระองค์หรือเครื่องยึดอื่นใด แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและความมั่นใจของช่างผู้สลักและแสดงถึงความสำเร็จทางด้านงานศิลปกรรมขั้นสูงที่พบในภาคใต้ของไทย
พระอิศวรศิลปะสุโขทัย อายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 19
สำริด สูงพร้อมฐาน 305 เซนติเมตร
จัดแสดงที่ห้องศิลปะสุโขทัย อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
พระอิศวรประทับยืน ทรงเครื่องอาภรณ์ประกอบด้วย ศิราภรณ์ กุณฑล กรองศอ พาหุรัด ทองพระกร และสายยัชโยปวีตรูปนาค พระพักตร์รูปไข่ พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก ทรงภูษายาวคล้ายผ้านุ่ง ทบชายไว้ด้านหน้า ตกลงซ้อนกันเป็น 3 ชั้น รูปด้านนอกอ่อนหวานงดงาม มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูปสุโขทัยหมวดใหญ่ สันนิษฐานว่าพระยาลิไทสร้างขึ้นประดิษฐานในหอเทวาลัยมหาเกษตรพิมาน เมืองสุโขทัย เมื่อพ.ศ. 1892
สำริด สูงพร้อมฐาน 305 เซนติเมตร
จัดแสดงที่ห้องศิลปะสุโขทัย อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
พระอิศวรประทับยืน ทรงเครื่องอาภรณ์ประกอบด้วย ศิราภรณ์ กุณฑล กรองศอ พาหุรัด ทองพระกร และสายยัชโยปวีตรูปนาค พระพักตร์รูปไข่ พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก ทรงภูษายาวคล้ายผ้านุ่ง ทบชายไว้ด้านหน้า ตกลงซ้อนกันเป็น 3 ชั้น รูปด้านนอกอ่อนหวานงดงาม มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูปสุโขทัยหมวดใหญ่ สันนิษฐานว่าพระยาลิไทสร้างขึ้นประดิษฐานในหอเทวาลัยมหาเกษตรพิมาน เมืองสุโขทัย เมื่อพ.ศ. 1892
พระนารายณ์ศิลปะร่วมแบบพนมดา อายุราวพุทธสตวรรษที่ 12
ศิลา สูง 207 เซนติเมตร
ได้จากเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
จัดแสดงที่ระเบียงห้องศิลปะลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท
พระนารายณ์ 4 กร ประทับยืนเอียงตน สวมหมวกทรงกระบอก ทรงภูษาสั้นหยักรั้ง รูปทรงสูงโปร่ง จำหลักกล้ามเนื้อองค์ประกอบร่างกายคล้ายบุคคลจริง โดยปราศจากเครื่องยึดระหว่างพระกร ลำพระองค์ และฐาน แสดงถึงความหล้าหาญและความสำเร็จอย่างสูงของช่างผู้สลักประติมากรรม
ศิลา สูง 207 เซนติเมตร
ได้จากเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
จัดแสดงที่ระเบียงห้องศิลปะลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท
พระนารายณ์ 4 กร ประทับยืนเอียงตน สวมหมวกทรงกระบอก ทรงภูษาสั้นหยักรั้ง รูปทรงสูงโปร่ง จำหลักกล้ามเนื้อองค์ประกอบร่างกายคล้ายบุคคลจริง โดยปราศจากเครื่องยึดระหว่างพระกร ลำพระองค์ และฐาน แสดงถึงความหล้าหาญและความสำเร็จอย่างสูงของช่างผู้สลักประติมากรรม
บานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์เทพวรารามไม้ลงรักปิดทอง
ศิลปะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2
จัดแสดงที่ห้องไม้จำหลัก มุขเด็จ
บานประตูไม้จำหลักลายพฤกษา ประกอบด้วยลายดอกพุดตาล สอดแทรกด้วยรูปสัตว์นานาชนิดเต็มพื้นที่ การแกะคว้านลึกซ้อนทับกันเข้าไปเป็นชั้นๆจนลายบางตอนลอยตัวขึ้น ภาพสัตว์และจังหวะการเกี่ยวพันของกิ่งก้านสาขาแลดูซับซ้อนมีชีวิตชีวา แสดงฝีมืออันยอดเยี่ยมของช่างแกะสลัก สันนิษฐานว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 ทรงร่วมแกะสลักบางส่วนด้วย
ศิลปะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2
จัดแสดงที่ห้องไม้จำหลัก มุขเด็จ
บานประตูไม้จำหลักลายพฤกษา ประกอบด้วยลายดอกพุดตาล สอดแทรกด้วยรูปสัตว์นานาชนิดเต็มพื้นที่ การแกะคว้านลึกซ้อนทับกันเข้าไปเป็นชั้นๆจนลายบางตอนลอยตัวขึ้น ภาพสัตว์และจังหวะการเกี่ยวพันของกิ่งก้านสาขาแลดูซับซ้อนมีชีวิตชีวา แสดงฝีมืออันยอดเยี่ยมของช่างแกะสลัก สันนิษฐานว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 ทรงร่วมแกะสลักบางส่วนด้วย
พระที่นั่งราเชนทรยานศิลปะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1
ไม้ลงรักปิดทอง
จัดแสดงที่ห้องราชยานคานหาม พระที่นั่งภิมุขมณเฑียร
พระที่นั่งทรงบุษบก ฐานประดับด้วยครุฑยุดนาค ชั้นบนเป็นลายกระจังประดับรูปเทพพนมโดยรอบ ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงไปในกระบวนพระยุหยาตราอย่างใหญ่ในการพระราชพิธีต่างๆ เรียกว่า ขบวนสี่สาย มี 4 ลำคาน ใช้คนหาม 56 คน มีรูปทรงและฝีมือช่างงดงาม นับเป็นศิลปวัตถุชั้นเอกชิ้นหนึ่งในบรรดาของที่มีในประเทศไทย
ไม้ลงรักปิดทอง
จัดแสดงที่ห้องราชยานคานหาม พระที่นั่งภิมุขมณเฑียร
พระที่นั่งทรงบุษบก ฐานประดับด้วยครุฑยุดนาค ชั้นบนเป็นลายกระจังประดับรูปเทพพนมโดยรอบ ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงไปในกระบวนพระยุหยาตราอย่างใหญ่ในการพระราชพิธีต่างๆ เรียกว่า ขบวนสี่สาย มี 4 ลำคาน ใช้คนหาม 56 คน มีรูปทรงและฝีมือช่างงดงาม นับเป็นศิลปวัตถุชั้นเอกชิ้นหนึ่งในบรรดาของที่มีในประเทศไทย
เวชยันราชรถศิลปะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1
ไม้ลงรักปิดทอง จัดแสดงที่โรงราชรถ
ราชรถทรงบุษบก สำหรับทรงพระศพพระบรมวงศ์ผู้ทรงศักดิ์สูงชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า สันนิษฐานว่าสร้างราว พ.ศ. 2342 ในรัชกาลที่ 1 เพื่ออัญเชิญพระโกศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ออกรพะเมรุท้องสนามหลวงเมื่อ พ.ศ. 2342
ไม้ลงรักปิดทอง จัดแสดงที่โรงราชรถ
ราชรถทรงบุษบก สำหรับทรงพระศพพระบรมวงศ์ผู้ทรงศักดิ์สูงชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า สันนิษฐานว่าสร้างราว พ.ศ. 2342 ในรัชกาลที่ 1 เพื่ออัญเชิญพระโกศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ออกรพะเมรุท้องสนามหลวงเมื่อ พ.ศ. 2342




























